โรค ลำไส้อักเสบแบบมีเนื้อตาย ในสมัยก่อนเป็นโรคที่สร้างความเสียหายในเชิงเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก เพราะเป็นโรคที่ทำให้การเจริญเติบโตของไก่ลดลง อัตราการตายสูง แต่ในระยะหลังมีการใช้ยาผสมในอาหารทำให้ปัญหานี้ค่อยๆลดลงไป แต่มาช่วงหลังทิศทางการเลี้ยงไก่เริ่มมุ่งเน้นไปที่การ ลดการใช้ยา แม้กระทั่งยาที่ผสมในอาหารก็เริ่มมีการถอดออกมากขึ้น ทำให้ปัญหาที่เคยถูกคุมไว้กลับมาเป็นปัญหาอีกครั้ง

สาเหตุของโรคลำไส้อักเสบแบบมีเนื้อตาย เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย คลอสตริเดียม ซึ่งเป็นแบคทีเรียแกรมบวก เจริญเติบโตได้ดีในภาวะไร้ออกซิเจน พบได้ทั่วไปตามสิ่งแวดล้อม ทั้งในดิน มูลไก่ อาหาร สิ่งปูรอง และในลำไส้ของไก่ หากเชื้ออยู่ในสภาพที่ไม่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตก็จะสร้างสปอร์ขึ้นมา ซึ่งทนต่อความร้อน น้ำยาฆ่าเชื้อ และสารเคมีได้ดี จึงอยู่ในสภาพแวดล้อมได้นาน ความรุนแรงขึ้นอยู่กับปริมาณของเชื้อที่ได้รับ โดยหากมีเชื้อในโรงเรือนปริมาณมาก ก็เป็นสาเหตุทำให้ผิวหนังอักเสบแบบเนื้อตายได้อีกด้วย

โดยปกติเชื้อคลอสตริเดียมถือว่าเป็นเชื้อประจำถิ่นที่พบได้เป็นปกติ แต่จะสามารถก่อโรคให้สัตว์ได้ เมื่อมีปัจจัยแทรกซ้อนอื่น เช่น เซลล์ลำไส้ถูกทำลาย หรือไก่มีปัญหาในระบบทางเดินอาหารจากการติดเชื้ออื่นอยู่แล้ว เชื้อคลอสตริเดียมจะเข้าทำลายซ้ำ ซึ่งลักษณะที่พบมีอยู่ 2 แบบ คือ

  1. แบบแสดงอาการ ลักษณะนี้ไก่มีอัตราการตายสูง ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ของฝูง มักพบในฝูงที่กำลังป่วยด้วยโรคบิด โดยแสดงอาการซึม ท้องเสีย ก้นแฉะ หมดแรงนอนหมอบและพบการอักเสบแบบมีเนื้อตายในลำไส้เล็กอย่างชัดเจน พบได้ในไก่ตั้งแต่อายุ 2-5 สัปดาห์ หรือในไก่ไข่ที่เลี้ยงแบบปล่อยพื้นอายุ 3-6 เดือน
  2. แบบไม่แสดงอาการ พบได้บ่อยในฟาร์มทั่วไป โดยไก่ไม่แสดงอาการป่วยหรือการตายให้เห็นมากนัก แต่มีปัญหาเจริญเติบโตที่ช้า แคระแกรน ประสิทธิภาพการเปลี่ยนอาหารแย่ลง และมีปัญหาท้องเสียเรื้อรัง สิ่งปูรองชื้นแฉะ เมื่อผ่าซากพบการอักเสบในลำไส้เล็ก ผนังลำไส้บาง ผิวเยื่อเมือกลำไส้หลุดลอก มีเนื้อตายปกคลุมบนผิวลำไส้และพบเศษอาหารที่ย่อยไม่สมบูรณ์

ปัจจัยที่ทำให้โรคมีความรุนแรงเพิ่มขึ้น มีหลายประการ เช่น

  • การเปลี่ยนอาหาร ทั้งการเปลี่ยนลักษณะของอาหาร เช่น การเปลี่ยนจากอาหารผงมาเป็นเม็ดแข็ง ทางเดินอาหารต้องปรับตัวจึงทำให้ง่ายต่อการเกิดโรค การเปลี่ยนสูตรหรือวัตถุดิบอาหาร เช่นการใช้วัตถุดิบโปรตีนสูงเกินไป โดยเฉพาะจากปลาป่นหรือกระดูกป่น ก็ทำให้เกิดการติดเชื้อได้สูง และมากกว่าการใช้โปรตีนจากพืช ส่วนวัตถุดิบพลังงาน การใช้ข้าวไรย์ ข้าวบาร์เลย์ ข้าวสาลีหรือมันสำปะหลัง ซึ่งมีการปนเปื้อนของเชื้อในธรรมชาติสูงกว่าวัตถุดิบจำพวกข้าวโพด จึงก่อปัญหาการติดเชื้อคลอสตริเดียมได้มากกว่า
  • ลำไส้ถูกทำลายจากการติดเชื้ออื่น เช่น ภาวะเสียสมดุลย์ของจุลินทรีย์ในลำไส้ การติดเชื้อบิด หรือ salmonella ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดการติดเชื้อคลอสตริเดียมและเสริมความรุนแรงได้ทั้งสิ้น นอกจากนี้เชื้อบางกลุ่มมีผลกดภูมิคุ้มกัน ทำให้เกิดปัญหา NE ได้เช่นกัน
  • การหยุดใช้ยาปฏิชีวนะในฟาร์ม ทำให้เชื้อคลอสตริเดียมภายในลำไส้เจริญเติบโตได้อย่างอิสระ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของปัญหาโรค แบบไม่แสดงอาการ ที่พบมากขึ้นในปัจจุบัน
  • การใช้วัคซีนป้องกันเชื้อบิด มีงานวิจัยหลายที่ระบุว่า ฝูงไก่ที่ใช้วัคซีนป้องกันบิด พบปัญหา NE มากกว่าฝูงที่ไม่ใช้วัคซีน นอกจากนี้การเลี้ยงไก่แบบปล่อยพื้นเช่นไก่เนื้อ ไก่พ่อแม่พันธุ์ จะพบปัญหาของโรค NE มากกว่าไก่ที่เลี้ยงบนกรงตับ และการใช้วัสดุรองพื้น เช่นแกลบ ฟางข้าวและขี้เลื่อย ที่มีการปนเปื้อนของดิน ก็มีส่วนสำคัญทำให้ไก่ป่วยเป็นโรค NE ได้เช่นกัน

การวินิจฉัยโรค ในกรณีเป็นแบบแสดงอาการ สามารถดูได้จากรอยโรค แต่หากเป็นแบบไม่แสดงอาการถือว่าเป็นปัญหาพอสมควร อาจจะต้องใช้ตัวเลขผลผลิตอื่นมาประกอบ เช่น อัตราการเจริญเติบโต การแลกเนื้อ อัตราการตาย เพื่อยืนยันผล ส่วนการเก็บตัวอย่างลำไส้ไปตรวจอาจไม่สามารถบ่งชี้สภาวะโรคได้ เพราะเชื้อสามารถพบได้เป็นปกติในทางเดินอาหาร

การรักษาโรคลำไส้อักเสบ แบบมีเนื้อตายนั้น สามารถทำได้โดยให้ยาปฏิชีวนะ ชนิดที่อนุญาตให้ใช้ได้ในฟาร์ม พร้อมทั้งควบคุมปัจจัยเสี่ยงในด้านต่างๆที่จะทำให้เชื้อประทุขึ้นมา หรือในกรณีต้องการลดการใช้ยา สามารถเลือกใช้สารสกัดจากธรรมชาติ ที่ออกฤทธิ์ลดเชื้อแบคทีเรีย และฟื้นสภาพลำไส้ ให้กลับมาเป็นปกติทดแทนได้

สนับสนุนโดย

ผลิตภัณฑ์จาก Phytobiotics ประเทศเยอรมนี

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม คลิก