อาหารไก่ไข่ ถือเป็นต้นทุนหลักและยังส่งผลต่อตัวเลขผลผลิตฟาร์มโดยตรง รูปแบบอาหาร มีตั้งแต่เอาธัญพืชสดให้กิน ไปจนถึงอาหารเม็ดสำเร็จรูปที่ผ่านการคำนวนคุณค่าทางโภชนศาสตร์มาแล้วเป็นอย่างดี

แต่ที่ยึดถือเป็นหลักในการเลี้ยงไก่ไข่เชิงพาณิชย์จะมีอยู่ 2 รูปแบบ ได้แก่ อาหารเม็ด และอาหารป่น ที่ถกเถียงกันมาอย่างยาวนาน ว่ารูปแบบใดเหมาะจะนำมาใช้เลี้ยงไก่ไข่ในปัจจุบันมากที่สุด

คำถามง่ายๆ แต่ถกเถียงกันไม่รู้จบ และเป็นคำถามที่แบ่งโลกอาหารสัตว์ ออกเป็น 2 ขั้วอย่างชัดเจน

ฝ่ายที่เลือก “อาหารป่น” ให้เหตุผลว่า อาหารเม็ดก็คืออาหารป่น ที่ผ่านกระบวนการอัดเม็ดด้วยเครื่อง คุณค่าสารอาหารที่ได้หากมีการคำนวนให้ถูกต้องตามหลักโภชศาสตร์แล้ว แตกต่างกันน้อยมาก แต่ต้องแลกมาด้วยต้นทุนค่าอัดเม็ดที่เพิ่มขึ้น

ส่วนฝ่ายที่เลือก “อาหารเม็ด” กล่าวว่า แม้ต้นทุนของอาหารเม็ดจะสูง แต่ถ้ามองในแง่การกินได้ และการเปลี่ยนอาหารให้เป็นผลผลิตไข่แล้ว อาหารเม็ดทำได้ดีกว่า เพราะถูกออกแบบให้เหมาะกับพฤติกรรมการกินของไก่ที่ชอบจิกคุ้ยเขี่ย ทำให้อาหารหกหล่นเสียหายน้อย ความคุ้มค่าจะถูกแสดงออกมาเป็นตัวเลขผลผลิตฟาร์มที่ดียิ่งขึ้น

เมื่อคุณค่าที่ใช้วัดมีความแตกต่างกัน ระหว่าง “ต้นทุน” กับ “ตัวเลขผลผลิต” การตัดสินใจเลือกรูปแบบ อาหารไก่ไข่ จึงต้องดูที่สถานการณ์และความเหมาะสมของแต่ละฟาร์มเป็นหลัก

ลูกไก่เล็ก ต้องให้ฝึกกิน

ลูกไก่เล็ก อายุ 0-3 สัปดาห์แรก เป็นระยะที่ไก่เริ่มเรียนรู้การกินอาหาร และแสดงออกพฤติกรรมตามธรรมชาติเช่นการจิกคุ้ยเขี่ย อาหารที่ได้รับเข้าไปจะกระตุ้นระบบต่างๆของร่างกายให้เริ่มทำงาน โดยเฉพาะระบบทางเดินอาหารและภูมิคุ้มกัน การให้อาหารเม็ดจะช่วยให้การเรียนรู้ดังกล่าวพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว

แต่หากนำอาหารเม็ดขนาดใหญ่มาให้ลูกไก่เล็กกิน จะทำให้การกินได้ลดลง จึงนิยมนำเม็ดอาหาร มาเข้าเครื่องบดแบบหยาบเพื่อให้ได้ “อาหารเม็ดแตก (Crumble feed)” ซึ่งมีลักษณะเป็นชิ้นเล็กๆขนาดไม่สม่ำเสมอ พอดีให้ลูกไก่ได้จิกกิน ซึ่งในการนำเม็ดอาหารมาเข้าเครื่องบดนั้น ควรระมัดระวังเรื่องฝุ่นผงที่เกิดจากการบด จะมีผลต่อการกินได้ของลูกไก่ด้วยเช่นกัน

อาหารไก่ไข่ Crumble feeds

ตัวอย่าง อาหารเม็ดแตก (Crumble feeds) มีลักษณะเป็นเม็ดอาหารชิ้นเล็กๆขนาดไม่สม่ำเสมอ ที่เกิดจากการนำอาหารเม็ดปกติมาบดแบบหยาบ เพื่อให้เหมาะกับการกินของลูกไก่เล็ก

ราคาไข่ถูก ต้องรัดเข็มขัด

กำไร ของการเลี้ยงไก่ไข่มาจากการขายไข่ หักต้นทุนค่าพันธุ์ อาหารไก่ไข่ และค่าใช้จ่ายในฟาร์มเหลือเป็นกำไร ต้นทุนที่มากที่สุดของการเลี้ยงคือค่าอาหาร คิดเป็น 60-70% ของต้นทุนทั้งหมด การเปลี่ยนจากอาหารเม็ดเป็นอาหารป่น ช่วยประหยัดต้นทุนค่าอัดเม็ดได้ในระยะสั้น และยังสามารถเลือกวัตถุดิบให้เหมาะสมกับสถานการณ์ฟาร์ม และภาวะตลาดไข่ช่วงนั้นๆได้อีกด้วย

แต่ในระยะยาวหากการเปลี่ยนจากอาหารเม็ดเป็นอาหารป่น แล้วกระทบต่อตัวเลขผลผลิต เนื่องจากการกินได้ลดลง หรือควบคุมคุณภาพวัตถุดิบไม่ดีพอ ถือเป็นต้นทุนแฝงที่บั่นทอนผลกำไรของฟาร์มได้เช่นกัน

ผสมอาหารเอง อย่าลืมใส่ให้ครบ

ความต้องการสารอาหารของไก่ไข่แต่ละช่วงอายุแตกต่างกัน หากต้องการลดต้นทุนโดยการผสมอาหารเอง จำเป็นต้องใส่วัตถุดิบที่จำเป็นให้ครบถ้วน เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย เช่น ไก่ช่วงให้ไข่ จำเป็นต้องเพิ่มวัตถุดิบที่ให้แคลเซียมมากขึ้น เช่น กระดูกป่น เปลือกหอยป่น หรือแคลเซียมฟอสเฟต ในสูตรอาหารอย่างน้อย 3.25% ตั้งแต่ช่วงก่อนให้ไข่ อายุประมาณ 18 สัปดาห์

หรือในกรณีอากาศร้อนชื้น ฝนตก มีความเสี่ยงที่จะเกิดเชื้อรา ก็จำเป็นต้องใส่สารจับ สารพิษจากเชื้อรา เข้าไปด้วย เป็นต้น ซึ่งการคำนวนสูตรอาหารให้เหมาะสมกับความต้องการของไก่ไข่นั้น จำเป็นต้องมีความรู้ด้านโภชนศาสตร์สัตว์ด้วย จึงจะรีดศักยภาพของสายพันธุ์ออกมาได้อย่างเต็มที่

สต็อกวัตถุดิบ ต้นทุนแฝงที่ไม่ควรมองข้าม

ผู้ผสมอาหารใช้เองบางราย คิดต้นทุนเฉพาะค่าวัตถุดิบที่ต้องจ่าย แต่มองข้ามต้นทุนแฝงที่มาพร้อมกับการเก็บรักษาวัตถุดิบ เช่นค่าเสื่อมโรงเรือน หรือคุณค่าสารอาหารที่เสื่อมไปจากการเก็บรักษาที่ไม่ดีพอ

เพราะการสั่งซื้อวัตถุดิบจำเป็นต้องสั่งปริมาณมาก เพื่อสำรองใช้เป็นเวลาหลายวัน ไปจนถึงเป็นเดือนในกรณีวัตถุดิบนั้นขาดแคลนหรือต้องการทำราคาให้ถูกลง ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดสารพิษจากเชื้อรา และสัตว์พาหะ เช่น หนู นก และแมลงปีกแข็ง ที่จะนำโรคมาสู่ไก่ของเราได้อีกด้วย

ตารางเปรียบเทียบคุณสมบัติ อาหารไก่ไข่

รูปแบบอาหารเม็ดอาหารป่น
ต้นทุนอาหารมีต้นทุนค่าอัดเม็ดเพิ่มเข้ามาต้นทุนค่าวัตถุดิบ
คุณค่าสารอาหารสูญเสียได้จากการผ่านความร้อน และแรงดัน แต่ผู้ผลิตมักใส่ชดเชยในสูตร 5-15%ไม่มีการสูญเสียจากความร้อนและแรงดัน แต่สูญเสียได้จากการเก็บรักษาวัตถุดิบที่ไม่ดี
การกินได้ไก่กินได้ง่าย ได้แสดงออกพฤติกรรมตามธรรมชาติเกิดหกหล่นได้มากกว่า โดยเฉพาะช่วงที่ยังไม่ตัดปากไก่
ความยืดหยุ่นถ้าเป็นอาหารเม็ดสำเร็จรูปจะไม่สามารถเลือกวัตถุดิบหรือเปลี่ยนแปลงสูตรอาหารได้สามารถปรับเปลี่ยนวัตถุดิบและสูตรอาหารให้เหมาะกับสถานการณ์ฟาร์มและภาวะตลาดได้
ความรู้ด้านโภชนศาตร์ถ้าซื้ออาหารและพันธุ์ไก่จากบริษัทเดียวกัน สูตรอาหารจะถูกคำนวนให้รีดศักยภาพของสายพันธุ์ออกมาให้มากที่สุดต้องมีความรู้ด้านสูตรอาหาร เพื่อปรับให้เหมาะสมกับสายพันธุ์ และการเลี้ยงของแต่ละฟาร์ม

แม้จะเป็นปัญหาที่ถกเถียงกันมาอย่างยาวนาน แต่งานวิจัยที่ระบุชี้ชัดลงไปว่าอาหารรูปแบบใดดีที่สุดนั้นหาไม่มี ทำให้เราต้องอยู่บนโลกแห่งการแบ่งขั้วความต่างระหว่างอาหารเม็ดและอาหารป่นต่อไป ขึ้นอยู่กับว่าผู้เลือกใช้จะให้คุณค่ากับสิ่งใดมากกว่ากัน ระหว่าง “ต้นทุน” กับ “ตัวเลขผลผลิต” ที่ท้ายที่สุดแล้วกำไรจากการขายไข่ จะเป็นตัวตอบคำถามทั้งหมดว่ารูปแบบใดที่เหมาะสมกับการเลี้ยงไก่ไข่ของฟาร์มเรามากกว่ากัน