ไก่โตช้า เป็นกระแสที่เริ่มพูดถึงกันมากในฝั่งยุโรป เมื่อผู้บริโภคต้องการไก่ไม่ใช่แค่นำมาเป็นอาหาร แต่ต้องได้มาโดยให้เป็นไปตามหลัก Animal Welfare มากที่สุดด้วย

ย้อนหลังไปสักประมาณ 20 ปี อุตสาหกรรมไก่มีความพยายามที่จะพัฒนาสายพันธุ์ อาหาร การจัดการ เพื่อให้ได้ผลผลิตไก่ตอบสนองความต้องการให้ผู้บริโภคได้เร็วและมากที่สุด โดยจะเห็นว่าเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า ไก่มีอัตราการเติบโตที่มากว่าเดิมเกือบ 4 เท่า ซึ่งถ้าย้อนกลับไปถามคนในสมัยนั้นใครจะเชื่อว่า เลี้ยงไก่เพียงไม่ถึงเดือนครึ่ง จะสามารถได้ไก่น้ำหนัก 2.5-2.8 กิโลออกสู่ตลาดได้

แต่มาในปัจจุบัน เมื่อความต้องการผู้บริโภคเปลี่ยนไป ผู้ซื้อไม่ได้ต้องการเพียงไก่ที่นำมาทำอาหาร แต่ไก่ที่ได้มาต้องถูกเลี้ยงมาด้วยวิธีการที่ดีที่สุดด้วย ดังจะเห็นได้จากกระแสต่างๆที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรม เช่น ไก่ปลอดยา, สวัสดิภาพสัตว์ (Animal Welfare), ปัญหาสิ่งแวดล้อม, และอาหารปลอดภัย (Food Safety) แล้วแต่เป็นประเด็นที่มีการพูดถึงกันอย่างแพร่หลาย

การเลี้ยง ไก่โตช้า ก็เป็นหนึ่งในประเด็นที่กำลังได้รับความสนใจ โดยมีจุดเริ่มต้นมาจาก การที่ผู้บริโภคมองว่าการเลี้ยงไก่โดยพยายามให้โตเร็วที่สุด ใช้เวลาเลี้ยงสั้นที่สุดนั้น ส่งผลกระทบต่อสวัสดิภาพสัตว์ และเกิดปัญหาด้านสุขภาพสัตว์มากมาย เช่น ปัญหาเรื่องขาอ่อน ที่เกิดจากกระดูกสร้างไม่ทันต่อการรองรับน้ำหนักที่มากขึ้น

ประเทศซึ่งถือว่าเป็นผู้ริเริ่มที่จะเลี้ยงไก่โตช้าอย่างจริงจังคือ “เนเธอร์แลนด์” ซึ่งได้เห็นโอกาสว่าตลาดไก่โตช้ามีแนวโน้มจะเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ห่วงใยสวัสดิภาพสัตว์ โดยปัจจุบัน ส่วนแบ่งทางการตลาดของไก่โตช้าที่เนเธอร์แลนด์มีมากถึง 90% ของไก่ที่ขายในตลาดขายปลีกทั้งหมด และคาดว่าภายในปี 2020 จะเพิ่มขึ้นเป็น 100% เลยทีเดียว ไม่เพียงแต่ประเทศเนเธอร์แลนด์เท่านั้น ยังมีประเทศในแถบยุโรปอีกหลายประเทศที่กำลังจับตลาดไก่โตช้านี้อยู่ เช่น ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร เป็นต้น

ถึงแม้ไก่โตช้าจะเป็นตลาดใหม่ที่มีอัตราการเติบโตที่สูงจนดึงดูดผู้ผลิตหลายหลายเข้ามาทำตลาดตรงนี้ แต่ไก่โตช้ามีสิ่งที่เป็นกังวลอยู่หลายประเด็น โดยเฉพาะการที่ต้องใช้ทรัพยากรมหาศาล ในการเลี้ยงไก่ที่ยาวนานขึ้น  การที่จะต้องขยายเวลาการเลี้ยงออกไปจากไม่เกิน 7 สัปดาห์ ไปเป็น 12 สัปดาห์นั้น เคยมีการทำการศึกษาที่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ว่า เพียงแค่ไก่ที่จำหน่ายในตลาด 1 ใน 3 เป็นไก่โตช้า จะทำให้มีการใช้ทรัพยากรในการเลี้ยงไก่เพิ่มขึ้นต่อปีอย่างมหาศาล ดังนี้

  • ใช้อาหาร เพิ่มขึ้น – การเลี้ยงที่ยาวนานขึ้น ทำให้ต้องมีการขนส่งอาหารเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 670,000 พ่วง ต่อปี ซึ่งยังไม่รวมน้ำมันเชื้อเพลิงที่ต้องใช้ไปในการขนส่งด้วย
  • ใช้พื้นที่การเลี้ยง เพิ่มขึ้น – การเลี้ยงไก่ตัวใหญ่ขึ้น จำเป็นที่จะต้องใช้พื้นที่การเลี้ยงเพิ่มขึ้นถึง 7.6 ล้านเอเคอร์ ต่อปี ซึ่งใหญ่กว่าโคราชทั้งจังหวัด
  • ผลิตมูลไก่ เพิ่มขึ้น – ไก่โตช้า ทำให้มีระยะเวลาอยู่ในฟาร์มยาวนานขึ้น ซึ่งจะทำให้เกิดมูลไก่เพิ่มขึ้นกว่า 28.5 พันล้านออน ต่อปี ซึ่งเพียงพอที่จะเอาไปถมทำสนามฟุตบอลขนาดใหญ่ได้ถึง 27 รอบ
  • ใช้น้ำ เพิ่มขึ้น – การเลี้ยงที่เพิ่มขึ้นทำให้มีความต้องการน้ำสำหรับใช้เลี้ยงไก่เพิ่มสูงถึง 5.1 พันล้านแกลลอน ต่อปี หรือสามารถเอาไปเติมสระขนาดที่ใช้แข่งโอลิมปิกได้ถึง 8 พันรอบ

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ เข้าใจเกี่ยวกับการเลี้ยงไก่โตช้ามากขึ้น ถือเป็นตลาดใหม่ที่แตกไลน์ออกมา เพื่อจับตลาดกลุ่มเฉพาะ ถามว่าประเทศไทยเราจะนำมาปรับใช้กับหรือไม่ ก็ต้องดูแนวโน้มความต้องการลูกค้าเป็นสำคัญ ซึ่งถ้าจะพูดถึง บ้านเราก็มีไก่บ้าน ไก่พื้นเมือง ที่มีรสชาติดี ก็เข้าข่ายไก่โตช้า ที่น่าส่งเสริมอยู่เหมือนกันนะครับ.

ไก่จะโตเร็ว-โตช้า สุขภาพของทางเดินอาหาร ยังสำคัญอยู่เสมอ

“แซงโกรวิท ดับบลิวเอส” – ลำไส้ดี มีชัยไปกว่าครึ่ง

ผลิตภัณฑ์จาก Phytobiotics ประเทศเยอรมนี

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม คลิก