วัคซีนไข้หวัดนก มีการพูดถึงกันมานานตั้งแต่ครั้งที่ประเทศไทยพบการระบาด เมื่อสิบกว่าปีก่อน จนถึงตอนนี้ สถานการณ์ไข้หวัดนกในประเทศเพื่อนบ้านของเรา ไม่มีทีท่าว่าจะสงบ จึงมีคำถามกลับมาอีกครั้งว่า วัคซีนไข้หวัดนก มีความจำเป็นหรือไม่ ในสถานการณ์ตอนนี้

มาดูกันว่าสาเหตุที่ วัคซีนไข้หวัดนก ไม่ถูกเลือกนำมาใช้ อะไรคือข้อจำกัดของการใช้วัคซีน ได้จากบทความนี้

ข้อจำกัดการใช้ วัคซีนไข้หวัดนก

1. วัคซีน ไม่ได้ช่วยให้สัตว์ไม่ป่วย

หากสัตว์ปีกติดเชื้อไข้หวัดนก เชื้อก็ยังคงอยู่ในร่างกายสัตว์อยู่ เพียงแต่ไม่แสดงอาการ และเชื้อไม่ถูกปล่อยสู่สิ่งแวดล้อมเท่านั้น หากคนหรือผู้เลี้ยงสัมผัสสัตว์ ก็สามารถติดเชื้อไข้หวัดนกได้เหมือนเดิม

2. วัคซีน มีโอกาสกลายพันธุ์

เชื้อไข้หวัดนกมีหลายสายพันธุ์ ที่พบบ่อยในแถบเอเชียคือ H5 กับ H7 ซึ่งก็จะมีแยกย่อยออกไปอีก หากวัคซีนที่นำมาใช้ไม่ตรงกับสายพันธุ์ที่ระบาดในพื้นที่ ก็จะมีโอกาสที่เชื้อจะแลกเปลี่ยนยีนกัน จนเกิดการกลายพันธุ์ขึ้นได้

3. การเฝ้าระวังโรคทำได้ยากขึ้น

หากเชื้อที่ทำวัคซีน เป็นเชื้อสายพันธุ์เดียวกับที่มีการระบาดในพื้นที่ จะทำให้ไม่สามารถแยกได้ว่าภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้น เกิดจากการทำวัคซีน หรือติดเชื้อเอง

4. ปัญหาด้านการส่งออก

ด้วยเงื่อนไขการค้าระหว่างประเทศหลายอย่าง ที่ทำให้การใช้วัคซีนไข้หวัดนก เป็นเรื่องที่มีขั้นตอนยุ่งยาก เช่น ต้องตอบคำถามให้ได้ว่า ประเทศผู้ส่งออกมีการระบาดของไข้หวัดนกหรือไม่ ถึงได้มีการใช้วัคซีน หรือถ้ามีการใช้วัคซีนจะแยกได้อย่างไรว่าภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้น ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อโรคระบาด ฯลฯ

5. ผลการใช้ที่ควบคุมไม่ได้

วัคซีนไข้หวัดนกที่มีการใช้กันส่วนใหญ่ ทดสอบในห้องปฏิบัติการณ์ แต่ในภาคสนาม มีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้ประสิทธิภาพของวัคซีนทำงานได้ไม่เต็มที่ เช่น วิธีการให้วัคซีน การเก็บรักษา โรคระบาดอื่นในฝูง เป็นต้น